พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซงเค่นแบร์ก

Naturmuseum Senckenberg, Frankfurt am Main, Germany

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเซงเค่นแบร์ก แฟรงค์เฟิร์ตอัมไมน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

พิพิธภัณฑ์เซงเค่นแบร์กหรือสถาบันวิจัยเซงเค่นแบร์กนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเยอรมนีรองจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยากรุงเบอลิน หรือนาทัวคุนเดอมูเซอุมแบร์ลีน (แต่โดยส่วนตัวผมว่าพิพิธภัณธ์ธรรมชาติวิทยาที่เมืองชตุตการ์ตและมึนส์เตอร์ก็ใหญ่ไม่แพ้กันครับ) ที่นี่เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ผมตั้งใจจะมาเยี่ยมชมให้ได้หลังจากที่ได้ทุนเรียนต่อและตัดสินใจมาเรียนที่นี่

เริ่มเข้าไปห้องโถงใหญ่ห้องแรกก็ต้องตื่นตาตื่นใจไปกับการจัดแสดงไดโนเสาร์ขนาดมหึมา เอาจริงๆก็คือ มันก็มีลานใหญ่ๆให้เด็กๆได้วิ่งเล่นสัมผัสโครงกระดูกยักษ์ใหญ่ การจัดวางและแสงสีดูโล่งตาดีครับ ไม่อึดอัด จริงๆถ้าผมมีเวลาก็สามารถเดินดูมันได้ทั้งวันเลยครับ ฮ่าๆ

ไปดูกันเลย รูปแรกครับ ทีเร็กซ์ตัวใหญ่

IMG_9712

 

ไดโนเสาร์คอยาวดิโพรโดคัสและไดโนเสาร์ปากเป็ดอิกัวโนดอน

IMG_9710

 

ทีเร็กซ์อีกสักมุม

IMG_9753

 

แองคิโลซอร์ ไดโนเสาร์หุ้มเกราะ

IMG_9754

 

เจ้าสามเขาไทรเซอราท็อป

IMG_9756

 

ผมว่าการนำฟอซซิลมาจัดแสดงคู่กับญาติที่ยังหลงเหลือของมันก็ทำให้เราเห็นภาพดีนะครับ อย่างอันนี้ เจ้าโมซาซอร์สัตว์เลื้อยคลานในทะเลยุคไดโนเสาร์ กับญาติปัจจุบันวรานัส โคโมโดเอนซิส หรือมังกรโคโมโด้ และอีกโซนที่ชอบก็คือห้องจัดแสดงสัตว์เลื้อยคลานในทะเลนี้ครับ แม้ว่าจะเล็กกว่าห้องโถงใหญ่และยังอยู่ในช่วงปรับปุงก็เถอะ

IMG_9771

เสือเขี้ยวดาบ ถ่ายยากนิดหนึ่ง มีเงาสะท้อนจากกระจก

IMG_9779

วาฬเพชรฆาตIMG_9781

ช้างและการกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆIMG_9788IMG_9787

ห้องโถงใหญ่อีกห้อง จัดแสดงเกี่ยวกับกลุ่มวาฬและช้างIMG_9785

เมซเซล แหล่งดึกดำบรรพ์สัตว์ยุคหลังไดโนเสาร์ที่มีชื่อเสียงถึงความสมบูรณ์ของซากฟอซซิลอันดับต้นๆของโลก ที่นี่มีีทั้งซากนก แมลง จระเข้ เต่า บรรพบุรุษม้า ลิง ค้างคาว สัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง เป็นต้นIMG_9791

ห้องกายวิภาคศาสตร์ทางด้านสัตว์IMG_9806

กวางมูสหรือยูเรเซี่ยนเอลค์IMG_9841

โซนแมลงก็จัดได้ดีครับIMG_9886

งู น่าจะเป็นอนาคอนด้านะIMG_9845

ปิดท้ายด้วยภาพนี้ล่ะกัน

ว่าแต่ กำลังทำอะไรอยู่ล่ะเนี่ย ><IMG_9844

คำแนะนำจากนักบรรพชีวินวิทยา

“My advice to a young student is to be persistent, driven, and outgoing. Have a collaborative state of mind and always respect fellow students and scientists, because most good science isn’t done by solitary individuals sitting in their labs. Take all opportunities to travel, work with other scientists, and learn new techniques. And always be curious—never stop asking questions, never stop exploring.”

Steve Brusatte

สตีฟ เป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ไฟแรงในสาขาผมเลยครับ เขาตีพิมพ์งานวิจัยออกมามากมาย โดยเฉพาะในกลุ่มไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่จากทั่วโลก ที่รู้จักเขาก็เพราะทำงานและสนใจไดโนเสาร์กลุ่มเดียวกันนี่แหละครับ  แต่สำหรับผมนี่ ยังมีอะไรให้ต้องเรียนรู้อีกมากเลยแฮะ >___<

พระเจ้ากับวิทยาศาสตร์

หนังสือพระเจ้ากับวิทยาศาสตร์ โดย นายแพทย์ภากร จันทนมัฏฐะ

เหลือบไปเห็นหนังสือของเพื่อนคนหนึ่งเข้า ชื่อเรื่องก็ตามในหัวข้อนี่ล่ะครับ ก็นะ คือในฐานะที่เรียนมาทางด้านชีววิทยาวิวัฒนาการและฟอซซิล ถ้าปล่อยผ่านไปไม่พูดอะไรสักหน่อยคงไม่ได้ แต่ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า เรียนมาทางด้านวิวัฒนาการนี่ ก็ต้องผ่านหูผ่านตาเรื่องครีเอชั่นนิสซึ่มและการหักล้างทฤษฎีวิวัฒนาการของดาวินหรือดาร์วิ่นนิสซึ่ม แบบ”มั่วๆ” ของฝ่ายครีเอชั่นนิสซึ่มมาบ้าง แต่ผมไม่ค่อยอยากจะเข้ามายุ่งในหัวข้อนี้เท่าไหร่ เพราะพวกเขา “ไม่เข้าใจ” ทฤษฎีวิวัฒนาการจริงๆ ไม่เข้าใจ ไม่พยายามเข้าใจ และอาจถึงขั้นบิดเบือนด้วยซ้ำไป ก็ในเมื่อพวกเขามีธงอยู่แล้ว ผมจึงไม่ค่อยอยากมายุ่งด้วยเท่าไหร่ เดี๋ยวจะมาหาว่าผมลบหลู่ศาสนาเขา

สอง ผมไม่ลบหลู่ศาสนาใคร ผมเคารพทุกศาสนา ผมชอบเรียนรู้หลายๆศาสนาในเชิงศาสนาเปรียบเทียบ น่าสนใจจะตายไป แต่ที่ผมจะพูดถึงนี้ ผมจงใจพูดถึงหนังสือเล่มนี้ครับ โดยเฉพาะในส่วนที่พูดถึงทฤษฏีวิวัฒนาการ แบบ”มั่วๆ” ตามแบบฉบับของครีเอชั่นนิสซึ่มทั้งหลายที่ชอบทำกันนั่นแหละ

สาม หนังสือไอสไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น ก็มีคนบอกว่ามั่ว ผมยังไม่มีโอกาสได้อ่าน แต่ถ้ามีโอกาสอ่านและเห็นว่ามั่วจริงก็น่าโดนจัดเหมือนกันครับ

เอาโดยรวมๆก่อน คร่าวๆว่า 80% ของในแต่ละบทจะหยิบยกเรื่องทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมาอ้างก่อน เช่น การกำเนิดจักรวาล เซลล์ ฟิสิกส์ ซึ่งแน่นอน มันเป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ แต่ส่วนที่เหลือของแต่ละบทจะโยงไปที่พระเจ้า ว่าพระเจ้าท่านทรงวางแผนมาแล้ว สำหรับคนที่ไม่มีความรู้อะไรมากก็คงคล้อยตามตั้งแต่เนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องบ้างในท่อนแรกแล้ว พอมาถึงท่อน”ชี้นำ” ก็จะถูกชักจูงได้โดยง่าย ส่วนตัวผมมองว่าการทำแบบนี้นั้นไม่ยุติธรรม และเป็นการจับแพะชนแกะด้วยซ้ำ คือยกเรื่องทั่วไปทางวิทยาศาสตร์มา พอคนคล้อยตามก็บอก “นั่นไง เพราะพระองค์ทรงคิดไว้แล้ว ทรงรักเรา ทรงวางแผนไว้แล้ว โลกเราเล็กเพราะถ้าโลกใบใหญ่จะไม่มีภูเขา ที่มีดาวพฤหัสเพราะพระเจ้ารักเรา จึงสร้างดาวพฤหัสมาคอยรับอุกกาบาตแทนเรา” ???

มาพูดถึงบท “วิวัฒนาการหรือการทรงสร้าง” กันดีกว่า ผู้เขียนไม่เข้าใจเรื่องวิวฒนาการ ผู้เขียนยกว่าฉลามและซีลาแคนธ์อยู่มานานโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าสัตว์พวกนี้อยู่แบบนี้มานาน และอ้างเรื่องพระเจ้าทรงสร้าง”เผ่าพันธุ์ที่คงสถาพ” ทั้งๆที่ในทางวิวัฒนาการ สัตว์จะคงที่คงหน้าตาเดิมมาหลายล้านปีก็เป็นไปได้ เช่นแมงดาทะเล แมลงปอ สน เพราะรูปร่างหน้าตา ชีววิทยาของมัน และสภาพแวดล้อม พฤติกรรม ฯลฯ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะเอามาหักล้างวิวัฒนาการ

ป้าลูซี่เดินสองขาหรือสี่ขานั้นยังคงเป็นที่ถกเถียง แต่การเอาการศึกษาที่บอกว่าลูซี่เดินสี่ขามาลบล้างวิวัฒนาการนั้น มั่ว และแม้ลูซี่จะเหมือนชิมแพนซีมากกว่าก็ไม่อาจเอามาอ้างได้ เพราะลูซี่ อาจเป็นบรรพบุรุษมนุษย์ บรรพบุรุษชิมแพนซี หรือบรรพบุรุษร่วมของมนุษย์และชิมแพนซีก็ได้ มันยังไม่ใช่ข้อสรุปว่า ถ้าลูซี่เหมือนชิมแพนซีจะหมายถึงทฤษฎีวิวัฒนาการผิด ผู้เขียนเข้าใจคลาดเคลื่นมากๆ ผมโมโห

เรื่องอาร์คีออฟเทอริกซ์ไม่ใช่บรรพบุรุษนก เพราะโปรโตวิสซึ่งแก่กว่าแต่มีความคล้ายนกมากกว่านั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจวิวัฒนาการของนก (aves and non-avian theropods) และไม่เข้าใจการศึกษา cladogram and phylogeny อันว่า อาร์คีออฟเทอริกซ์อาจไม่ใช่บรรพบุรุษสายตรงของนกนั้น ไม่ได้มีผลต่อทฤษฎีวิวัฒนาการเลย เพราะไดโนเสาร์ในกลุ่ม maniraptorans ซึ่งรวมนกและบรรพบุรุษของนกนั้น มีสายสมพันธ์ที่ซับซ้อน มีสิ่งที่เรียกว่า “การทดลอง”ทางวิวัฒนาการอย่างหลากหลายมาก ฟอซซิลบรรพนกบางชนิดมีปีกสี่ปีก บางชนิดมีปีกแต่ไม่บิน บางชนิดบรรพบุรุษบินได้แต่ตัวเองดันวิ่ง บางตัวไม่ใช่บรรพบุรุษสายตรงของนก แต่เป็นญาติที่มีบรรพบุรุษร่วม ดังนั้น การบอกว่า อาร์คีออฟเทอริกซ์ไม่ใช่บรรพบุรุษนก จึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญลบล้างทฤษฎีวิวัฒนาการ และการบอกว่านกไม่ได้มาจากสัตว์เลื้อยคลานนั้น ก็เก่ามาก อะไรคือสัตว์เลื้อยคลาน? จริงๆนกและแม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็มาจากสัตว์เลื้อยคลาน จริงๆพวกเราก็คือสัตว์เลื้อยคลาน ผู้เขียนจับแพะชนแกะแบบนี้ ผมซึ่งเรียนมาทางด้านนี้โดยตรงยอมรับว่าปวดหัวครับ

ปล. ผมอาจอธิบายได้ไม่ละเอียดนักเพราะกำลังของขึ้น(ฮาา) จะเข้ามาปรับปรุุงเมื่อมีโอกาสนะครับ

[เพิ่มเติม]

ผู้เขียนอ้างถึง ความไม่สอดคล้องกันของต้นไม้แห่งชีวิต (tree of life) โดยยกตัวอย่างฉลามขาวซึ่งเป็นปลา กับวาฬเพชรฆาต ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ว่ามีูปร่างเหมือนกันแต่ยีนส์ต่างกันอย่างชัดเจน ผมมองว่า เป็นเพราะผู้เขียนไม่รู้จักทฤษฎีวิวัฒนาการร่วม convergent evolution ซึ่งกล่าวถึงสัตว์ที่มีต้นกำเนิดต่างกัน แต่มีรูปร่างคล้ายกันเพราะอาศัยในสิ่งแวดล้อมแบบเดียวกัน ผู้เขียนจึงได้จับแพะชนแกะแบบนี้ อันนี้อันตรายสำหรับคนไม่รู้ที่อาจเข้าใจผิดได้ แย่นะครับ อนึ่ง ผู้เขียนบอกว่า ฉลามวาฬ (killer whale: Orcinus orca) ซึ่งจริงๆมันคือวาฬเพชรฆาตไม่ใช่ฉลามวาฬ แค่ข้อมูลพื้นฐานยังมั่ว อย่างอื่นจะน่าเชื่อถือได้อย่างไร

ผมจะไม่ยุ่งเลย ถ้าผู้เขียนพูดถึงความเชื่อ ศาสนา แต่ถ้าคิดจะเอาวิทยาศาสตร์มาพูด เอามาสนับสนุนความเชื่อตน หรือเอาวิทยาศาสตร์มาคัดค้าน ก็ควรกระทำในแง่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีอ้างอิงงานวิจัย การทดลอง ไม่ใช่นั่งเทียน จะทำให้เด็กๆเข้าใจผิดได้ ถ้าจะเอาวิทยาศาสตร์มาอ้าง แล้วไม่เข้าใจมันจริงๆ ก็ควรโดนผู้รู้จริงมาชี้แจงหักล้างครับ

[เพิ่มเติมอีกนิดครับ]

เพิ่งเห็นอันนี้ เป็นลิ้งงานเสวนาวิชาการที่มหิดลราวปี2009 เป็นเวบบอร์ดภาควิชาชีววิทยา คณะวิทย์ มหิดล อ.โจ้ที่เคยสอนวิวชาวิวัฒนาการผมตอน ป.ตรี และรุ้นน้องผม รวมถึึงผมด้วย (เพิ่งเห็นว่าผมไปตอบในกระทู้ด้วย ฮ่าา) พูดถึง evolution vs. creationism อ.โจ้พูดถึงรายละเอียดได้ดีมากครับรวมถึงลิ้งต่อเนื่องด้วย -/\- ดีใจได้เรียนกะอาจารย์เก่งๆ :D ก็ตามนั้นครับ เชิญทรรศนา

ลิ้ง –>

http://www.sc.mahidol.ac.th/scbi/MUBIO_Webboard.php?TopicID=1040&Action=ViewTopic&Lang=Eng

รีวิวสี่มิวเซียมธรรมชาติวิทยา สี่ประเทศ สามเมืองหลวงของยุโรป

รีวิวสี่มิวเซียมธรรมชาติวิทยา สี่ประเทศ สามเมืองหลวงของยุโรป

ตอนนี้จะพูดถึงพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาสามแห่งจากสามเมืองหลวงของยุโรปครับ คือ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งสโลวะเกีย กรุงบราติสลาว่า พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฮังการี่ กรุงบูดาเปส พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยากรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และพิพิธภัณฑ์แห่งมหาวิทยาลัยโกรนิงเก้น ประเทศเนเธอแลนด์ โดยจะเน้นไปที่เรื่องภาพรวม ความน่าสนใจ และข้อมูลความรู้ทางวิชาการแต่ไม่เน้นลงรายละเอียดแต่ละโซนแต่ละนิทรรศการณ์มากนะครับ

พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยโกรนนิงเก้น Universiteitsmuseum Groningen — at 400 jaar Rijksuniversiteit Groningen.

พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยโกรนนิงเก้น
Universiteitsmuseum Groningen — at 400 jaar Rijksuniversiteit Groningen.

Slovak Natural Science Museum, Bratislava พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งสโลวะเกีย กรุงบราติสลาว่า — at SNM-Prírodovedné múzeum.

Slovak Natural Science Museum, Bratislava
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งสโลวะเกีย กรุงบราติสลาว่า — at SNM-Prírodovedné múzeum.

Hungarian Natural History Museum, Budapest  พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ฮังการี่ — at Magyar Természettudományi Múzeum.

Hungarian Natural History Museum, Budapest
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ฮังการี่ — at Magyar Természettudományi Múzeum.

Naturhistorisches Museum Wien Museum of Natural History Vienna  พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา กรุงเวียนนา — at NhM Naturhistorisches Museum Wien.

Naturhistorisches Museum Wien
Museum of Natural History Vienna
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา กรุงเวียนนา — at NhM Naturhistorisches Museum Wien.

กะโหลกหมีขาว

กะโหลกหมีขาว
Polar bear, Eisbär, ours blanc, Isbjørn, nanook

Ursus maritimus
the Latin for ‘maritime bear’

วันนี้วิชากายวิภาคสัตว์สี่เท้าครับ วาดภาพกะโหลกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีสุนัข หมี แกะ ม้า

ปกติผมชอบวาดกับปากกามากกว่า วาดกับดินสอแล้วมันเกร็งๆแฮะ ฮ่าๆ พยามวาดช้าๆด้วย รอเพื่อน แต่พอเวลาจะหมดผมก็เร่งวาดขากรรไกรล่างในเวลาไม่กี่นาทีครับ ไม่ได้ตกแต่งหรือลบรอยดินสอด้วยแฮะ

Ursus Drawing

การเรียนกายวิภาคในเยอรมัน

การเรียนกายวิภาคศาสตร์ในเยอรมนี

ตอนอยู่มิวนิคลงวิชากายวิภาคสัตว์มีกระดูกสันหลังไปสองตัว วิชานึงสอนโดยอาจารย์จากมนุษยวิทยาและบรรพกายวิภาคศาสตร์ กับคณะสัตวแพทยศาสตร์ ชื่อวิชา Functional Anatomy and Archaeozoology เน้นกระดูกสัตว์เลี้ยงและกลุ่มลิง อีกวิชาสอนโดยอาจารย์จากประสาทวิทยาเน้นระบบต่างๆของร่างกาย คือวิชา Comparative Anatomy of Vertebrate

ที่บอนน์นี่ลงไปสามวิชา (Tetrapod Anatomy, Vertebrate Paleontology, และ Dinosaur Paleontology) สอนโดยอาจารย์จากบรรพชีวินและธรณีวิทยา อาจารย์จากแต่ละกลุ่มก็จะเน้นแต่ละอย่างไม่เหมือนกันแม้บางวิชาจะคล้ายๆกัน แต่ที่เหมือนกันคือ ผมเรียนหน้าแล้วลืมหลัง = =

IMG_8905

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เมืองมึนสเตอร์

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เมืองมึนสเตอร์
LWL-Museum für Naturkunde, Westfälisches Landesmuseum mit Planetarium
LWL-Museum of Natural History, Westphalian State Museum and Planetarium

วันก่อนครับ มีพิธีเปิดโซนไดโนเสาร์ซึ่งเป็นโซนใหม่ของมิวเซียมธรรมชาติวิทยาของเมืองมึนสเตอร์ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ในรัฐนอร์ทไรน์เวสต์ฟาเล่น อยู่แถวๆตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเยอรมนีครับ จริงๆน่าจะเป็นมิวเซียมของแถบนี้มากกว่าแฮะถ้าแปลตามชื่อ คือมิวเซียมแห่ง”รัฐ”เวสต์ฟาเล่น ขึ้นชื่อว่ามิวเซียมธรรมชาติวิทยาก็แน่นอนครับว่านอกจากมีการจัดแสดงฟอซซิลแล้ว ก็มีพวกสัตว์สตัฟฟ์ ดินหินอวกาศ เทคโนโลยี และยังมีPlanetarium ซึ่งเป็นห้องดูหนังสารคดีแบบรอบทิศทางด้วยครับ (คล้ายๆท้องฟ้าจำลอง แต่เล็กๆหน่อยไม่ใหญ่มากครับ^^) พอมีพิธีเปิด ที่แลบก็เลยไปร่วมงานกันเกือบหมดครับ ข้าวฟรีเบียร์ฟรี อิอิ ข้างในจัดได้ค่อนข้างดีอลังการ มีทั้งไดโนเสาร์ชื่อดังจากอเมริกาผสมฟอซซิลที่เจอในแถบนี้(รัฐนอร์ทไรน์เวสต์ฟาเล่น) ส่วนใหญ่แถวนี้เจอพวกสัตว์เลื้อยคลานในทะเลครับ เพราะที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน นอกจากนี้ก็มีพวกฟอซซิลช้าง แรด วัวโบราณ ที่มิวเซียมนี้มีการทำวิจัยร่วมกับที่แลบผมด้วย ก็เลยมีงานวิจัยของที่แลบบางส่วนมาจัดแสดงด้วยครับ ตอนแรกคิดว่าจะเล็กกว่านี้แฮะแต่เอาเข้าจริงตระการตามากครับ^^

รูปแรก ทีเร็กซ์

IMG_8722

ฟอซซิลสัตว์เลื้อยคลานยุคไตรแอสสิค ยังไม่ได้รับการตั้งชื่อIMG_8724

บรรพบุรุษวาฬครับ ปากีเซตุส และแอมบูโลเซตุสIMG_8757

ข้างหน้าเป็นวาฬเสปิร์ม ข้างหลังคือบาซิโลซอรัส IMG_8729

เวสต์ฟาเลียซอรัส สัตว์เลื้อยคลานในทะเลกลุ่มเพลสิโอซอร์ พบที่นี่ ผลงานวิจัยร่วมของอาจารย์ผมกับนักวิจัยของมิวเซียมนี้ครับIMG_8730

อันนี้ก็เป็นเพลซิโอซอร์ ผลงานวิจัยของเด็กป.ตรีที่แลบครับIMG_8766

งานวิจัยของที่แลบ ศึกษาอัตราการเจริญเติบโตของไดโนเสาร์ด้วยเทคนิก bone histology หรือการนับ”วงปี”ของกระดูกตามขวางIMG_8731

อัลโลซอรัสIMG_8736

ห้องโถงใหญ่ครับ มีอัลโลซอรัสทางซ้าย คามาราซอรัสตัวใหญ่ตรงกลาง และสเตโกซอรัสทางขวาIMG_8740

ฟอซซิลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมIMG_8746

สเตโกซอรัสIMG_8747

ทาร์โบซอรัสจากมองโกเลียIMG_8748

กะโหลกคามาร่าซอรัสIMG_8751

กินผักๆ

IMG_8754

ทีเร็กซ์อีกสักรูป IMG_8755

ไดโนเสาร์คืออะไร?

IMG_8759

หนังสือในดวงใจ ๑)

ตามรอยไดโนเสาร์ : มุมมองใหม่ต่อโลกโบราณ / Tracking dinosaurs : a new look at an ancient world

ผู้แต่ง Martin Lockley ; ผู้แปล พรชัย เลาหะโรจนพันธ์, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

หนังสือแปลกึ่งวิชาการที่เล่าเรื่องงานวิจัยรอยเท้าไดโนเสาร์ได้สนุกและเข้าใจง่าย พูดถึงความสำคัญของศาสตร์ด้านนี้และข้อมูลที่เราจะได้จากการศึกษารอยเท้า (จริงๆต้องใช้คำว่ารอยตีนครับตามราชบัณฑิตยสถาน) ผมได้อ่านครั้งแรกที่ ม.เกษตร เพราะเพื่อนผมแนะนำให้อ่าน อ่านสนุกคืนเดียวรวดเดียวจบทั้งๆที่ไปหาเพื่อนเพราะกะจะสังสรรค์(เมา)ซะหน่อย ฮ่าา หรือตอนนั้นอ่านตอนเมาๆนะ @.@ ห้องสมุดคณะวิทย์มหิดลไม่มีครับไม่เคยเจอ ลองหาในเนทเจอแต่ห้องสมุดกลางที่ศาลายา ตอนนั้นผมเพิ่งเข้าวงการนี้ได้ใหม่ๆและมองว่างานด้านรอยเท้านี้ค่อนข้างน่าเบื่อ แต่พออ่านเล่มนี้แล้ว โอ้โหมันเปิดกะลาน้อยๆของเราแฮะ ^^ และเป็นแรงบันดาลใจอย่างดี อยากเห็นหนังสือกึ่งวิชาการแบบนี้ที่บ้านเราเยอะๆครับโดยเฉพาะในศาสตร์ด้านนี้ ตอนนี้ที่บ้านมีแต่ฉบับถ่ายเอกสารไม่รู้ปลวกแทะไปหรือยังอยากหาซื้อแต่หาข้อมูลไม่เจอ กำลังคิดอยู่ว่าจะซื้อฉบับภาษาอังกฤษมาเก็บไว้ดีไหมหรือมันจะรกห้องเสียเปล่าๆ ส่วนรูปประกอบเอามาจากเนทเด้อครับ

ตามรอยไดโนเสาร์