Krabisuchus siamogallicus
Krabi (กระบี่) + suchus (กรีก: จระเข้)

จระเข้โบราณ บรรพบุรุษของอัลลิเกเตอร์ สมัยอีโอซีนตอนปลาย (ประมาณ35ล้านปีก่อน) จากกระบี่
ลำตัวเมื่อโตเต็มที่ยาวประมาณสองเมตร คาดว่าหากินบนบก (terrestrial lifestyle)Image

Griffin จากไดโนเสาร์ สู่สัตว์ในเทพนิยาย

มนุษย์ได้รู้จักกับไดโนเสาร์เมื่อไหร่นั้นไม่อาจรู้ได้ แต่หลักฐานแรกสุดอาจพบได้จากตำนานของชาวกรีกที่หยิบยืมมาจากเอเชียกลางในราวเจ็ดร้อยปีก่อนคริสตกาล ตามตำนานได้กล่าวถึงกริฟฟิน ลูกผสมระหว่างนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พวกมันดูแลทองคำในเทือกเขาอัลไตซึ่งอยู่ระหว่างชายแดนมองโกเลียและจีนในปัจจุบัน กริฟฟินเป็นสัตว์สี่ขา มีปีกและเขา และมีจะงอยปากแบบนก ตามตำนานกรีกได้กล่าวถึงกริฟฟินทั้งตัวเต็มวัยและตัวเด็กด้วย

จากการค้นพบโดยนักวิจัยในบริเวณเทือกเขาอัลไต ซึ่งเป็นแหล่งขุดทองคำที่สำคัญแห่งหนึ่งนั้น ได้มีการค้นพบไดโนเสาร์ตระกูลมีเขาขนาดเล็กชื่อว่าโปรโตเซอรทอป(Protoceratops)พร้อมด้วยไข่จำนวนมาก เมื่อดูหน้าตาของกริฟฟินและโปรโตเซอราทอปเปรียบเทียบกันแล้ว เราจะพบความละม้ายคล้ายกันไม่ว่าจะเป็นจะงอยปากนก มีสี่ขา ปีกที่อาจถูกเติมแต่งเข้าไปภายหลัง รังและตัวอ่อน และแหล่งทองคำ เหล่านี้อาจจะเป็นที่มาในตำนานกริฟฟินก็เป็นได้

Image
ที่มา: John R. Horner & Edwin Dobb, 1997

Tyrannosaurus rex vs. Tarbosaurus bataar

หลายคนคงรู้จักไทรันโนซอรัส เร็กซ์ (Tyrannosaurus rex) หรือ ทีเร็กซ์ ไดโนเสาร์กินเนื้อยักษ์ใหญ่จากอเมริกาเหนือกันเป็นอย่างดี แต่ทราบกันหรือไม่ว่าเจ้าทีเร็กซ์ก็มีญาติสนิทอยู่ที่เอเชียเหมือนกัน ชื่อของมันคือทาร์โบซอรัส บาทาร์ (Tarbosaurus bataar) จากมองโกเลีย ซึ่งมีการพบฟอซซิลโครงกระดูกหลายตัว ตั้งแต่ตัวเด็กไปจนถึงตัวเต็มวัย จะว่าเรื่องจำนวนที่พบและความสมบูรณ์ก็ไม่ได้น้อยหน้าไทรันโนซอรัสเท่าไหร่ แต่คงเป็นเรื่องงานวิจัยและการประชาสัมพันธ์ที่ทำให้ญาติทางฝั่งอเมริกาเป็นที่รู้จักมากกว่าฝั่งเอเชีย

นักวิจัยหลายท่านให้ความเห็นว่า สิ่งมีชีวิตสองชนิดนี้น่าจะใช้ชื่อว่าไทรันโนซอรัสเหมือนกันทั้งคู่ แต่ต่างกันแค่ชื่อหลังเท่านั้น ซึ่งนั่นก็สืบเนื่องมาจากลักษณะทางกายภาพของทั้งสองชนิดที่เหมือนกันมาก ยกตัวอย่างเช่น หากดูภาพกะโหลกทางด้านข้างของสัตว์ทั้งสองชนิดเปรียบเทียบกัน แทบจะไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างออกจากกันได้ แต่หากเรามองกะโหลกของพวกมันจากด้านบน ก็จะเริ่มเห็นความแตกต่าง โดยกะโหลกของเจ้าทีเร็กซ์นั้นจะกว้างในส่วนหลังและแคบในส่วนหน้า ในขณะที่กะโหลกของทาร์โบซอรัสจะแคบกว่าตั้งแต่ปลายปากจนถึงฐานกะโหลก นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างในรูปร่างและการจัดเรียงตัวของกระดูกส่วนต่างๆเช่น กระดูกจมูก(nasal) ความแตกต่างของกะโหลกของทั้งสองชนิดนี้สืบเนื่องมาจากลักษณะอาหารการกินและการงับเหยื่อของสัตว์ทั้งสองชนิดที่ต่างกัน โดยในยุคสมัยนั้น ไดโนเสาร์ที่คาดว่าจะเป็นอาหารหลักของเจ้าทีเร็กซ์ในอเมริกาเหนือคือไดโนเสาร์ในกลุ่มมีเขาขนาดใหญ่(ceratopsians) ซึ่งไดโนเสาร์กลุ่มมีเขานี้ไม่ปรากฏในเอเชีย อาหารของเจ้าทาร์โบซอรัสจึงเป็นพวกไดโนเสาร์คอยาว(sauropods) และพวกปากเป็ด(hadrosaurs) และอาจรวมถึงไดโนเสาร์หุ้มเกราะอย่างankylosaursด้วย ความแตกต่างในอาหารและวิธีการกินนี้เองที่อาจส่งผลถึงความแตกต่างของกะโหลกของญาติทั้งสองนี้ ลักษณะกะโหลกที่ขยายใหญ่ของทีเร็กซ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกัดเหยื่อมีเขาที่อันตราย และอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการมองภาพสามมิติด้วย ส่วนเหยื่อที่ไร้อาวุธอย่างไดโนเสาร์คอยาว สำหรับทาร์โบซอรัสแล้วนั้นมันก็คงไม่จำเป็นต้องวิวัฒนาการกะโหลกใหญ่กล้ามเนื้อหนาแบบญาติจากอเมริกาเหนือ
Image
ที่มา: Hurum, J.H. and Sabath, K. 2003

อนุกรมวิธาน: ศาสตร์แห่งการตั้งชื่อ

อนุกรมวิธานคืออะไร คำตอบง่ายๆ คือการตั้งชื่อสิ่งมีชีวิต อนุกรมวิธานเป็นศาสตร์พื้นฐานและสำคัญแขนงหนึ่งในสาขาชีววิทยา แล้วมันสำคัญอย่างไร เหตุผลที่แสนจะธรรมดาก็คือ ถ้าเราไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตรงหน้าเรานั้นคืออะไรชนิดไหน มันก็คงเป็นเรื่องยากที่เราจะพูดถึงมันได้อย่างเข้าใจและมีความหมาย เราจะปกป้องสัตว์ชนิดหนึ่งได้อย่างไรในเมื่อเรายังไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตตัวใดเป็นชนิดเดียวกับสายพันธุ์ที่เราจะปกป้องและตัวใดไม่ใช่บ้าง จะรักษาพิษงูกัดเหรอ งูตัวนั้นเป็นงูอะไรล่ะ สกัดยาชนิดใหม่จากกบหายากเหรอ แล้วกบตัวนั้นเป็นกบชนิดไหนล่ะ

กระบวนการในการตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตนั้นดูเหมือนจะไม่สลับซับซ้อนอะไร เริ่มจากสำรวจและพบสิ่งมีชีวิต ตรวจสอบจนแน่ใจว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ แล้วก็ตั้งชื่อให้กับมัน แต่ความจริงแล้วเรื่องนี้ค่อนข้างยุ่งยากเนื่องมาจากคำถามสำคัญก็คือ ชนิดหรือspeciesคืออะไร บางคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า biological species concept ซึ่งกล่าวว่าชนิดพันธุ์หรือสปีซี่สามารถผสมพันธุ์กับสมาชิกภายในสปีซี่นั้นๆและให้ลูกออกมาไม่เป็นหมัน นี่เป็นแนวคิดที่แสนจะธรรมดาสามัญและสำคัญแต่มันก็ไม่สามารถใช้ได้กับสิ่งมีชีวิตที่ขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เช่น แบคทีเรีย สำหรับสายงานด้านบรรพชีวินหรือการศึกษาซากดึกดำบรรพ์นั้น จะใช้ morphological species conceptในการศึกษา เพราะว่าเราไม่สามารถจับซากดึกดำบรรพ์มาทดลองผสมพันธุ์กันหรือตรวจสอบDNAได้ ดังนั้นชนิดพันธุ์จึงถูกศึกษาโดยอาศัยรูปร่างและลักษณะสัญฐานเป็นสำคัญ โดยการดูความแตกต่างของกระดูก เปลือก หรืออะไรก็ตามเพื่อระบุชนิดและจัดกลุ่มซากเหล่านี้ต่อไป

Image

ฟอซซิลแมงดาทะเล จากพิพิธภัณฑ์ Mench und Natur, Munich, Germany